เจ้าของกิจการจำนวนไม่น้อยเคยถูกถามว่า ธุรกิจของตัวเองเป็น SME หรือ Startup บางครั้งเป็นคำถามจากธนาคาร บางครั้งมาจากนักลงทุนหรือที่ปรึกษา เมื่อคำตอบไม่ชัด การวางแผนธุรกิจก็เริ่มไม่ชัดตามไปด้วย ทั้งที่ในทางปฏิบัติสองคำนี้ใช้คนละเรื่อง SME บอกขนาดธุรกิจตามเกณฑ์ของรัฐ ส่วน Startup บอกวิธีคิดและแนวทางเติบโตของกิจการ
บทความนี้จะเริ่มจากการอธิบายว่า SME คืออะไรในบริบทประเทศไทย สรุปว่า Startup ถูกมองอย่างไรในสายตาคนทำงานและแหล่งทุน แล้วค่อยไล่ดูทีละด้านว่า SME ต่าง กับ Startup อย่างไร เพื่อให้เจ้าของกิจการใช้เป็นกรอบคิดเลือกทางเดินที่เหมาะกับธุรกิจของตัวเอง
สารบัญ
ToggleSME หมายถึงธุรกิจแบบไหน
ในประเทศไทยคำว่า SME ใช้แบ่งขนาดธุรกิจโดยอ้างอิงเกณฑ์ของภาครัฐที่ดูจากจำนวนพนักงานและรายได้รวมทั้งปี เกณฑ์นี้ยังแยกตามประเภทกิจการ เพราะโรงงานผลิต ร้านค้าปลีก และธุรกิจบริการมีลักษณะการทำงานต่างกันอย่างชัดเจน ธุรกิจผลิตมักมีทีมงานและเครื่องจักรจำนวนมาก ส่วนบริการจำนวนไม่น้อยใช้ทีมเล็กแต่สร้างรายได้ต่อหัวได้สูง
โดยทั่วไปกลุ่มวิสาหกิจรายย่อยคือธุรกิจที่ยังมีรายได้ต่อปีไม่สูงมากและมีทีมงานจำนวนไม่มาก กลุ่มขนาดย่อมและขนาดกลางจะขยับขึ้นตามจำนวนพนักงานและรายได้ เช่น ธุรกิจผลิตสินค้าที่มีทีมงานหลายสิบคนหรือรายได้ปีละหลายสิบล้าน ร้านค้าส่งที่มีทีมกระจายสินค้าไปยังรายย่อยจำนวนมาก หรือธุรกิจบริการที่มีพนักงานเกินหลักสิบขึ้นไป เกณฑ์เหล่านี้มาจากตัวเลขในงบการเงินและข้อมูลพนักงานที่ยื่นกับหน่วยงานรัฐ ไม่ได้ดูจากภาพลักษณ์ภายนอก
เมื่อธนาคารหรือหน่วยงานรัฐพูดถึงคำว่า SME จึงหมายถึงธุรกิจที่อยู่ในกรอบตัวเลขตามเกณฑ์ ไม่ว่าจะเปิดมานานหรือเพิ่งเริ่ม หากรายได้รวมและจำนวนพนักงานอยู่ในช่วงที่กำหนดก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มนี้
Startup คือธุรกิจแบบไหนในมุมคนทำงานและแหล่งทุน
คำว่า Startup มักใช้กับธุรกิจที่เริ่มจากไอเดียใหม่ ใช้เทคโนโลยีหรือแนวคิดนวัตกรรมเป็นแกนหลัก และตั้งใจวางรูปแบบให้ขยายตัวได้รวดเร็วในระยะเวลาไม่ยาว ทีมผู้ก่อตั้งจำนวนมากเริ่มจากทีมเล็กที่โฟกัสการพัฒนาสินค้าหรือบริการดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชัน แพลตฟอร์ม ระบบออนไลน์ หรือบริการที่สร้างจากซอฟต์แวร์
ลักษณะหนึ่งที่เห็นชัดของ Startup คือการทำงานแบบทดลองและปรับเปลี่ยน ธุรกิจไม่ได้ยึดโมเดลรายได้แบบตายตัวตั้งแต่วันแรก แต่วนผ่านวงจรสร้างต้นแบบ ทดสอบกับลูกค้า วัดผล แล้วปรับสินค้าและวิธีหารายได้จนกว่าจะเจอจุดลงตัวระหว่างสินค้าและตลาด ทีมจำนวนมากให้ความสำคัญกับจำนวนผู้ใช้ การกลับมาใช้งานซ้ำ และการเติบโตของฐานลูกค้า มากกว่ากำไรในช่วงเริ่มต้น
เรื่องเงินทุนของ Startup จึงต่างจากธุรกิจทั่วไป แทนที่จะใช้เพียงเงินตัวเองและสินเชื่อจากธนาคาร ทีมผู้ก่อตั้งมักมองหานักลงทุนที่ถือหุ้นร่วม ทั้งนักลงทุนรายบุคคล กองทุนร่วมลงทุน หรือโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ เงินทุนที่ได้รับมักถูกนำไปใช้เร่งการพัฒนาและขยายตลาดมากกว่าหมุนเวียนสต็อกแบบธุรกิจที่เน้นสินค้าจับต้องได้
SME ต่าง กับ Startup อย่างไรในมุมวิธีคิดและเป้าหมาย
หากมองจากโต๊ะของเจ้าของกิจการ ความต่างสำคัญอยู่ที่วิธีคิดเรื่องเป้าหมายและเส้นทางการเติบโต เจ้าของธุรกิจที่มองตัวเองเป็น SME มักต้องการสร้างกิจการให้เลี้ยงตัว เลี้ยงครอบครัว และทีมงานให้ยืนระยะได้ยาวนาน การวางแผนจึงมุ่งไปที่ความสม่ำเสมอของรายได้ การรักษากำไรให้เพียงพอ และการควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในขอบเขตที่รับไหว เมื่อสถานะการเงินนิ่งแล้วจึงค่อยเพิ่มทีม เพิ่มสาขา หรือขยายสายผลิตภัณฑ์
ทีมที่เริ่มต้นในแนวทาง Startup ใช้มุมมองต่างออกไปตั้งแต่วันแรก สนใจขนาดตลาดในภาพกว้างและการขยายสเกลธุรกิจให้ไปไกลกว่าพื้นที่เดียว เป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่แค่การมีกำไรสม่ำเสมอ แต่ต้องการสร้างฐานผู้ใช้และยอดการใช้งานให้โตเร็วที่สุดในช่วงเวลาที่โอกาสยังเปิดอยู่ การตัดสินใจจึงมักเคลื่อนตามข้อมูล เช่น ตัวเลขผู้ใช้ การเติบโตของรายเดือน หรือการตอบรับจากตลาด
ลองเทียบภาพของร้านอาหารที่มีลูกค้าประจำจำนวนหนึ่ง เจ้าของตั้งใจเปิดเพิ่มอีกสองสาขาในพื้นที่ใกล้เคียง เมื่อรายได้รองรับจึงค่อยขยายต่อ เทียบกับทีมพัฒนาแอปด้านเดลิเวอรีที่ตั้งเป้าขยายให้ครอบคลุมหลายจังหวัดภายในไม่กี่ปี เพื่อให้จำนวนผู้ใช้เติบโตจนเพียงพอสำหรับระดมทุนรอบถัดไป ภาพทั้งสองสะท้อนแนวคิดที่ต่างกันอย่างชัดเจน
เทคโนโลยีและนวัตกรรม จุดแยกสำคัญของ Startup กับ SME
ธุรกิจในกลุ่ม SME ใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยให้การทำงานในแต่ละวันราบรื่นขึ้น เช่น ใช้ระบบจัดการหน้าร้าน โปรแกรมบัญชี ซอฟต์แวร์สต็อก หรือแพลตฟอร์มขายออนไลน์ เทคโนโลยีช่วยลดงานซ้ำซ้อน ลดข้อผิดพลาด และเปิดช่องทางการขายใหม่ โดยไม่แตะโครงสร้างธุรกิจจนเปลี่ยนไปเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง
ในทางกลับกัน Startup มักสร้างธุรกิจจากเทคโนโลยีเป็นหลัก ตัวสินค้า แพลตฟอร์ม หรือระบบบริการคือหัวใจของกิจการ ร้านค้า SME อาจใช้แพลตฟอร์มสำเร็จรูปเพื่อขายสินค้า ส่วน Startup คือทีมที่สร้างแพลตฟอร์มเหล่านั้นให้ร้านอื่นมาใช้งาน ร้านอาหาร SME อาจใช้แอปเดลิเวอรีเพื่อเพิ่มยอดขาย ส่วน Startup คือทีมที่สร้างระบบเดลิเวอรีขึ้นมา
ผลที่ตามมาคือโครงสร้างต้นทุนและทีมงานต่างกัน ธุรกิจ SME ลงทุนมากกับหน้าร้าน เครื่องจักร พื้นที่ และสินค้าคงคลัง ส่วน Startup ลงทุนมากกับทีมพัฒนา ระบบหลังบ้าน การออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี
เงินทุนของ SME กับ Startup ต่างกันอย่างไร
เมื่อเจ้าของกิจการในฝั่ง SME ต้องการเงินทุน ภาพที่เกิดขึ้นบ่อยคือการเตรียมงบการเงินย้อนหลัง เอกสารภาษี หลักทรัพย์ค้ำประกัน และแผนใช้เงินไปคุยกับธนาคาร เจ้าหน้าที่จะดูเสถียรภาพของรายได้ ความสามารถในการชำระคืน และทรัพย์สินที่ธุรกิจมีอยู่ เพื่อประเมินวงเงินที่เหมาะสม เงินกู้ที่ได้มักถูกใช้ซื้อเครื่องจักรเพิ่ม เปิดสาขาใหม่ หรือเสริมเงินหมุนในช่วงขยายกิจการ
ส่วนทีม Startup เตรียมข้อมูลในอีกแบบหนึ่ง พวกเขารวมข้อมูลผู้ใช้ แผนการเติบโต โมเดลธุรกิจที่กำลังพัฒนา และประมาณการทางการเงินไปพูดคุยกับนักลงทุนที่ถือหุ้นแทนการปล่อยกู้ คำถามจะเน้นไปที่โอกาสของตลาด ความได้เปรียบของสินค้า ความแข็งแรงของทีม และแผนการใช้เงินทุนแต่ละรอบ การระดมทุนมักถูกแบ่งเป็นรอบ และมูลค่ากิจการขยับขึ้นหรือลงตามความคืบหน้าการเติบโต
บางธุรกิจใช้ทั้งสองช่องทางควบคู่กัน ในช่วงแรกอาจใช้เงินตัวเองและสินเชื่อแบบ SME เพื่อสร้างฐาน เมื่อเริ่มมีแนวคิดใหม่ที่ต้องใช้ทุนสูงและมีศักยภาพเติบโต จึงหันไปมองนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงสูงกว่า เพื่อขยายโครงการใหม่ให้เดินได้เร็วขึ้น
แนวทางการเติบโตและระดับความเสี่ยงของ SME กับ Startup
วิธีเติบโตของ SME และ Startup ต่างกันตั้งแต่จังหวะก้าว ธุรกิจ SME ส่วนใหญ่เดินตามสภาพคล่อง หากรายได้และกำไรขยับขึ้นต่อเนื่อง จึงเริ่มวางแผนเพิ่มสาขา เพิ่มกำลังการผลิต หรือขยายทีม การตัดสินใจใช้เงินลงทุนมักเกิดหลังจากเห็นตัวเลขรองรับในระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ความผันผวนของธุรกิจอยู่ในกรอบที่เจ้าของยังควบคุมได้
ทีม Startup วางแผนเติบโตที่เร็วกว่าโดยตั้งใจ หลายกิจการยอมใช้ช่วงแรกของธุรกิจไปกับการขยายฐานลูกค้าและทดลองโมเดลรายได้ แม้ตัวเลขกำไรจะยังไม่เด่นชัด จุดสำคัญคือการไปถึงขนาดตลาดที่ทำให้ธุรกิจมีอำนาจต่อรองหรือมีมูลค่าเพียงพอสำหรับการระดมทุนรอบใหม่ การเลือกเดินทางนี้ทำให้ต้องรับความเสี่ยงสูงขึ้นทั้งด้านการเงินและแรงกดดันในการทำงาน
ตัวอย่างหนึ่งที่พอเห็นภาพคือโรงงานผลิตขนาดกลางที่ค่อยๆ เพิ่มเครื่องจักรตามจำนวนออเดอร์ เมื่อเห็นแนวโน้มการสั่งซื้อสม่ำเสมอจึงลงทุนเพิ่ม ในขณะที่ทีมผู้พัฒนาแพลตฟอร์มด้านการเงินอาจต้องเร่งสร้างฐานผู้ใช้และพันธมิตรให้มากที่สุดภายในเวลาไม่นาน เพื่อให้ตัวเลขการเติบโตน่าสนใจมากพอสำหรับการระดมทุนรอบถัดไป
ธุรกิจแบบไหนเข้าข่าย SME และแบบไหนใกล้เคียง Startup
หากมองจากธุรกิจที่พบในชีวิตประจำวัน ร้านอาหารที่มีสาขาไม่มาก ยอดขายค่อนข้างสม่ำเสมอ เจ้าของพอประเมินต้นทุนและกำไรในแต่ละเดือนได้ชัดเจน มักถูกจัดอยู่ในกลุ่ม SME โดยอาศัยตัวเลขในงบการเงินและจำนวนพนักงานเป็นตัวอ้างอิง ร้านค้าส่งที่มีทีมงานกระจายสินค้าไปยังร้านย่อยจำนวนมาก หรือโรงงานผลิตที่รับจ้างผลิตให้หลายแบรนด์ในประเทศก็มักอยู่ในกลุ่มนี้
ในอีกมุมหนึ่ง ทีมเล็กที่พัฒนาแพลตฟอร์มจองโต๊ะอาหารหรือระบบบริหารคิว พัฒนาฟังก์ชันใหม่ตามข้อมูลผู้ใช้ ทดลองวิธีเก็บค่าบริการหลายแบบ และมองหาโอกาสขยายออกนอกประเทศ หากการใช้งานเติบโตตามที่วางแผนไว้ ทีมประเภทนี้เข้าโทนของ Startup แม้จะจดทะเบียนเป็นบริษัทเช่นเดียวกับธุรกิจ SME
ยังมีอีกกลุ่มที่น่าสนใจคือธุรกิจ SME ที่เริ่มนำแนวคิดแบบ Startup มาปรับใช้ เช่น โรงแรมขนาดกลางที่สร้างแพลตฟอร์มจองห้องพักของตัวเองควบคู่ไปกับการขายผ่านตัวกลาง หรือผู้ผลิตสินค้าที่พัฒนาบริการออนไลน์เพิ่มขึ้นมาเพื่อสร้างรายได้อีกช่องทางหนึ่ง ธุรกิจเหล่านี้ยังอยู่ในกรอบ SME ตามเกณฑ์ของรัฐ แต่อาศัยแนวคิดแบบ Startup เพื่อเปิดประตูโอกาสใหม่
เจ้าของกิจการควรถามตัวเองว่าเหมาะกับแนว SME หรือแนว Startup มากกว่า
เมื่อต้องเลือกแนวทางธุรกิจ การมองย้อนกลับมาที่ตัวเองสำคัญไม่แพ้การมองตลาด เจ้าของกิจการควรถามว่า ธุรกิจที่ทำอยู่ต้องการเติบโตในจังหวะแบบไหน ต้องการคุมความเสี่ยงระดับใด และอยากเห็นภาพธุรกิจในอีกหลายปีข้างหน้าออกมาในรูปแบบใด หากเน้นความมั่นคง อยากเห็นตัวเลขกำไรที่พอคาดเดาได้ และให้ความสำคัญกับการดูแลทีมอย่างต่อเนื่อง แนวทางแบบ SME จะตอบโจทย์มากกว่า
หากรู้ว่าตัวเองอยากทดลองสิ่งใหม่ ต้องการขยายไปตลาดกว้างเกินกว่าทุนส่วนตัวจะรองรับได้ และพร้อมเจอช่วงเวลาที่ตัวเลขกำไรยังไม่สวย แต่งานต้องเดินหน้าต่อ การเติบโตแบบ Startup ก็เป็นทางเลือกที่น่าคิด แต่ต้องยอมรับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนเร็วและแรงกดดันจากเป้าหมายการเติบโตที่วางไว้
บางคนอาจไม่เลือกข้างใดข้างหนึ่ง แต่อาศัยข้อดีของทั้งสองแบบมาผสม เช่น ทำให้ธุรกิจมีฐานรายได้มั่นคงแบบ SME แล้วแยกบางโครงการมาพัฒนาในสไตล์ Startup เมื่อเห็นว่าไปต่อได้จึงค่อยดึงเข้ามาเป็นส่วนหลักของกิจการ
สรุปมุมมองระหว่าง SME กับ Startup สำหรับคนที่กำลังเลือกเส้นทาง
โดยเนื้อแท้ SME เป็นคำที่ใช้แบ่งระดับขนาดธุรกิจจากข้อมูลที่ยื่นต่อรัฐ ส่วน Startup บอกแนวทางการสร้างและขยายกิจการ ธุรกิจหนึ่งอาจเป็น SME ที่เติบโตอย่างมั่นคง หรือเป็น Startup ที่โฟกัสการเติบโตแบบเร่งสปีด และในบางช่วงก็อาจผสมคุณสมบัติของทั้งสองแนวทางเข้าด้วยกัน
การเข้าใจว่า SME ต่าง กับ Startup อย่างไรช่วยให้เจ้าของกิจการวางแผนได้ชัดเจนขึ้น ทั้งด้านภาษี เงินทุน การจัดทีม และโอกาสจากโครงการสนับสนุนภายนอก เมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังเดินเกมแบบไหน การตัดสินใจในก้าวถัดไปก็จะเฉียบคมขึ้น และพาธุรกิจไปทิศทางที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกได้ใกล้กว่าเดิม
บทความที่เกี่ยวข้อง
- ธุรกิจ SME มีกี่ประเภท มีวิธีแบ่งแบบไหนให้เข้าใจง่าย
- 10 ตัวอย่างธุรกิจ SME ที่น่าสนใจในปัจจุบัน มีประเภทอะไรบ้าง
- SME กับบริษัท แตกต่างกันอย่างไร มีวิธีแยกแยะธุรกิจอย่างไร
โรงพิมพ์ Tumtook บริการงานพิมพ์ครบวงจร พร้อมจัดส่งทั่วประเทศภายใน 1-2 วัน แพลทฟอร์มสิ่งพิมพ์ที่ธุรกิจ SME ไว้วางใจมากกว่า 200,000 ราย
คลิ๊ก >> Tumtook.com/Addline
Add Line : @Tumtook