Mark Tilbury นักลงทุนชาวอังกฤษ ได้โพสต์วิดีโอชื่อ “How To Manage Your Money Like The 1%” บน YouTube และกลายเป็นหนึ่งในวิดีโอการเงินที่คนแชร์กันมากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา เขาสร้างฐานะจากศูนย์มาตลอดกว่า 30 ปี และสิ่งที่เขาแชร์ในวิดีโอนั้นไม่ใช่เคล็ดลับลึกลับอะไร แต่เป็นวิธีแบ่งเงินออกเป็น 4 ก้อนทุกเดือนอย่างมีวินัย โดยวิธีนั้นเรียกว่า กฎ 25-50-15-10
สารบัญ
Toggleกฎ 25-50-15-10 คืออะไร?
กฎ 25-50-15-10 คือวิธีแบ่งรายได้ต่อเดือนออกเป็น 4 ส่วนตามสัดส่วนที่กำหนด ได้แก่:
- 25% — ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น
- 50% — ค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน
- 15% — ความมั่นคง ได้แก่ เงินฉุกเฉิน ประกัน และชำระหนี้
- 10% — ใช้จ่ายเพื่อตัวเองอย่างมีสติ
ตัวเลขรวมกันได้ 100% พอดี แนวคิดหลักคือเงินส่วนการลงทุน (25%) ต้องถูกแยกออกไปก่อนที่จะจ่ายอะไรก็ตาม ไม่ใช่เอาส่วนที่เหลือไปออม
ส่วนที่ 1: 25% สำหรับการลงทุน
สินทรัพย์ที่ Mark Tilbury แนะนำ แบ่งตามความเสี่ยง
- ความเสี่ยงต่ำ — เหมาะสำหรับคนเริ่มต้น กองทุนที่ติดตาม S&P 500 หรือ ETF ตลาดรวม วิธีนี้ไม่ต้องเลือกหุ้นรายตัว แค่ซื้อส่วนแบ่งของตลาดทั้งหมด ผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลังของ S&P 500 อยู่ที่ประมาณ 10% ต่อปีในระยะยาว
- ความเสี่ยงปานกลาง อสังหาริมทรัพย์ให้เช่า หรือการเรียนทักษะที่ช่วยเพิ่มรายได้ได้จริง เช่น ทักษะ digital marketing หรือการเขียนโปรแกรม
- ความเสี่ยงสูง — เหมาะเมื่อมีฐานแล้ว หุ้นรายตัว ธุรกิจออนไลน์ หรือสินทรัพย์ดิจิทัล ควรเข้าส่วนนี้เมื่อมีเงินฉุกเฉินและกองทุนหลักครบแล้วเท่านั้น
ส่วนที่ 2: 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น
50% นี้รวมทุกอย่างที่ต้องจ่ายในชีวิตประจำวัน ค่าเช่า ค่าผ่อน ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ถ้ารวมกันแล้วเกิน 50% นั่นคือสัญญาณว่าต้องทบทวนค่าใช้จ่ายตัวใดตัวหนึ่ง สิ่งที่ Mark Tilbury เตือนในจุดนี้คือ Lifestyle Inflation ทุกครั้งที่รายได้เพิ่ม ค่าใช้จ่ายมักเพิ่มตามโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่ใหญ่ขึ้น รถที่แพงขึ้น หรือร้านอาหารที่แพงขึ้น ถ้าปล่อยให้ 50% ขยายตามรายได้ ก็ไม่มีวันสร้างความมั่งคั่งได้ เขาจึงได้คิด 4 คำถามที่ช่วยกรองการซื้อขึ้นมา
ก่อนจ่ายเงินซื้ออะไร ลองถามสั้นๆ 4 ข้อ:
- ต้องการจริง หรือแค่อยากได้ในวันนี้?
- ซื้อได้โดยไม่ต้องตัดงบส่วนอื่นไหม?
- คุ้มกับราคาที่จ่ายในระยะยาวไหม?
- ชีวิตจะดีขึ้นจริงๆ หรือแค่ความรู้สึกชั่วคราว?
ส่วนที่ 3: 15% สำหรับความมั่นคง
ก่อนจะลงทุนจริงจัง ต้องมีพื้นฐานความมั่นคงก่อน เพราะถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันแล้วต้องขายสินทรัพย์ ผลตอบแทนที่สะสมมาอาจหายไปในคราวเดียว โดย 15% นี้มีเป้าหมาย 3 อย่างที่ทำตามลำดับ:
ขั้นที่ 1 สร้างเงินฉุกเฉินก่อน เก็บเงินให้ครอบคลุมค่าใช้จ่าย 3–6 เดือน ถ้าค่าใช้จ่ายต่อเดือนอยู่ที่ 15,000 บาท เป้าหมายคือมีเงินก้อนนี้อย่างน้อย 45,000–90,000 บาท เก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์หรือฝากประจำ ไม่ใช่หุ้น เพราะต้องถอนได้เร็วเมื่อจำเป็น
ขั้นที่ 2 ทำประกันที่จำเป็น ประกันสุขภาพเป็นสิ่งแรกที่ควรมี เพราะค่ารักษาพยาบาลในไทยโดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนแพงมาก ค่ารักษาโรคร้ายแรงครั้งเดียวสามารถล้างเงินออมหลายปีได้ภายในคราวเดียว ประกันชีวิตและทุพพลภาพพิจารณาตามภาระที่มี
ขั้นที่ 3 ชำระหนี้ดอกเบี้ยสูง หนี้บัตรเครดิตในไทยมีดอกเบี้ยอยู่ที่ 16–20% ต่อปี ไม่มีการลงทุนทั่วไปที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่านั้นได้อย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นการจ่ายหนี้บัตรเครดิตให้หมดก่อนคือการ “ลงทุน” ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในบางกรณี
ส่วนที่ 4: 10% สำหรับตัวเอง
10% นี้คือเงินที่ใช้จ่ายได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องรู้สึกผิด เรียกว่า Joy Jar โดยการเปิดบัญชีแยกออกมา ตั้งโอนอัตโนมัติ 10% ทุกเดือน แล้วใช้จ่ายตามใจได้เลย แต่พอเงินหมดก็หมด รอเดือนหน้า เหตุที่ต้องมีส่วนนี้คือสถิติบอกว่า 92% ของคนที่ออมแบบเข้มงวดโดยไม่มีส่วนใช้จ่ายส่วนตัวเลยจะพังกลางทางและใช้จ่ายเกินกว่าปกติในที่สุด การมี 10% เป็น “ทางออก” ที่ถูกต้องทำให้สูตรที่เหลือยั่งยืนกว่า
สิ่งที่ Mark Tilbury แนะนำให้ใช้จ่ายส่วนนี้ คือสิ่งที่สร้างประสบการณ์และความทรงจำมากกว่าสิ่งของ การเดินทาง งานอดิเรก และการใช้เวลากับคนที่สำคัญ เพราะเขาเรียนรู้บทนี้จากการที่ตัวเองทำงานหนักจนป่วยเป็นงูสวัดในวัยหนุ่ม ตั้งแต่นั้นก็วางแผนวันหยุดเป็นสิ่งสำคัญทุกปี
เริ่มต้นทำได้อย่างไร?
1. เปิดบัญชีแยก 3 บัญชี บัญชีแรกสำหรับค่าใช้จ่ายประจำ (50%) บัญชีที่สองสำหรับลงทุน (25%) บัญชีที่สามสำหรับ Joy Jar (10%) ส่วนเงินฉุกเฉิน (15%) อาจใช้บัญชีฝากประจำแยกต่างหาก
2. ตั้งโอนอัตโนมัติ วันที่เงินเดือนเข้า ให้ระบบโอนเงินไปยังบัญชีต่างๆ อัตโนมัติทันที ไม่ต้องอาศัยวินัยส่วนตัว เพราะวิธีที่ดีที่สุดคือทำให้ระบบทำงานแทน
3. เริ่มเล็กถ้าจำเป็น ถ้า 25% ทำไม่ได้ในทันที เริ่มที่ 10% แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น 2–3% ทุก 3 เดือน เป้าหมายคือค่อยๆ ขยับให้ถึง 25% ไม่ใช่พยายามทำให้ครบทุกอย่างพร้อมกันในวันแรก
FAQ
Q: Mark Tilbury คือใคร ทำไมถึงเชื่อได้?
Mark Tilbury เป็นนักธุรกิจและนักลงทุนชาวอังกฤษที่เริ่มสร้างธุรกิจตั้งแต่อายุต้น 20 มีผู้ติดตาม YouTube กว่า 5 ล้านคน ณ ปี 2025 เขาพูดถึงเรื่องการเงินส่วนตัวจากประสบการณ์จริงที่สะสมมาหลายสิบปี ไม่ใช่การขายคอร์ส
Q: กฎ 25-50-15-10 เหมาะกับคนเงินเดือนน้อยแค่ไหนไหม?
ได้ เพราะเป็นสัดส่วน ไม่ใช่จำนวนตายตัว เงินเดือน 15,000 บาท ส่วนลงทุนอยู่ที่ 3,750 บาท ซึ่งถ้าเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อยและทำต่อเนื่องหลายสิบปี ตัวเลขสุดท้ายจะสูงกว่าที่คาดมาก ดังที่กรณีของ Billy พิสูจน์ไว้
Q: Joy Jar ในไทยเปิดบัญชีที่ไหน?
บัญชีออมทรัพย์ทั่วไปของธนาคารใดก็ได้ที่สะดวก สิ่งสำคัญคือแยกออกจากบัญชีค่าใช้จ่ายหลัก เพื่อให้เห็นชัดว่าเหลือเท่าไหร่ ปัจจุบันแอปธนาคารส่วนใหญ่เปิดบัญชีย่อยได้หลายบัญชีโดยไม่ต้องสมัครใหม่
Q: ถ้ามีหนี้บัตรเครดิตอยู่ ควรทำอย่างไรก่อน?
ย้ายเงินจากส่วนลงทุน 25% ส่วนหนึ่งมาชำระหนี้ก่อน เพราะดอกเบี้ยบัตรเครดิตในไทยอยู่ที่ 16–20% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าผลตอบแทนการลงทุนทั่วไป พอหนี้หมดแล้วค่อยกลับมาลงทุนเต็ม 25%
Q: กฎนี้ต่างจาก 50-30-20 ตรงไหน?
จุดต่างคือ 50-30-20 รวม “ออม” กับ “ลงทุน” ไว้ด้วยกัน ทำให้คนส่วนใหญ่สิ้นสุดด้วยการฝากเงินในบัญชีดอกเบี้ยต่ำ ส่วน 25-50-15-10 กำหนดชัดว่า 25% ต้องไปซื้อสินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโต ไม่ใช่แค่ฝากออม
สรุป
กฎ 25-50-15-10 ไม่ใช่สูตรใหม่ที่คิดขึ้นมาแบบไม่มีที่มา แต่เป็นการจัดลำดับความสำคัญของเงินที่ Mark Tilbury ใช้มาตลอดชีวิตและทดสอบมาแล้วกว่า 30 ปี จุดที่ทำให้ต่างจากสูตรส่วนใหญ่คือการกำหนดให้ลงทุน 25% ก่อนเลย ก่อนจ่ายอะไรทั้งนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าสูตรนี้สมบูรณ์แบบ แต่คือการเริ่มเร็ว แม้เริ่มด้วย 10% แล้วค่อยขยับขึ้น ก็ยังดีกว่ารอให้ทุกอย่างพร้อมแล้วค่อยเริ่ม เพราะเวลาที่หายไปไม่เคยย้อนกลับมาได้ ดังที่ตัวเลขของ Billy ได้แสดงให้เห็น
Tumtook เปลี่ยนไอเดีย เป็นรายได้ แพลทฟอร์มสิ่งพิมพ์ที่ธุรกิจ SME ไว้วางใจมากกว่า 200,000 ราย สั่งผลิตสินค้าได้เลยทันที!
คลิ๊ก >> Tumtook.com/Addline
Add Line : @Tumtook