ทำป้ายหน้าร้าน เพ้นท์ภาพผนังร้าน เสียภาษีป้ายหรือไม่ ตรวจสอบอย่างไร

ภาษีป้ายและกำแพงร้าน มีวิ๊การคิดและวิธีหลีกเลี่ยงอย่างไร

ภาษีป้าย เป็นภาษีท้องถิ่นที่ผู้ประกอบการจำนวนมากมองข้าม ด้วยความผิดพลาดที่ไม่เคยรู้เรื่องภาษีมาก่อน โดยเฉพาะธุรกิจที่ทำป้ายหน้าร้าน หรือการทำภาพกราฟิกภายในและภายนอกอาคาร ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาล อบต. กรุงเทพมหานคร หรือเมืองพัทยา มีอำนาจจัดเก็บภาษีจาก “ป้าย” ที่ใช้เพื่อโฆษณาหรือแสดงชื่อกิจการ

ซึ่งกฎหมายให้ความหมายคำว่า “ป้าย” ไว้อย่างกว้าง ไม่ได้จำกัดเฉพาะแผ่นไวนิลหรือกล่องไฟ แต่รวมถึงข้อความ ภาพ เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ที่ติดตั้ง ทาสี หรือพิมพ์ลงบนผนังด้วย หากมีลักษณะสื่อถึงกิจการ ก็อาจเข้าข่ายเสียภาษีป้ายได้เช่นกัน จึงเป็นเหตุให้เจ้าของธุรกิจ ต้องเสียค่าภาษีที่แพงหลายเท่าตัวโดยไม่คาดคิด

ภาษีป้าย เกี่ยวกับภาพของร้านได้อย่างไร

กฎหมายภาษีป้าย ไม่ได้จำกัดคำว่า “ป้าย” ไว้ที่แผ่นวัสดุสำเร็จรูป กรอบกล่องไฟ หรือไวนิลเท่านั้น คำว่า “ป้าย” ใน พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ครอบคลุมถึงอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่ทำให้ปรากฏเพื่อใช้ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการเพื่อหารายได้ รวมถึงการโฆษณากิจการเพื่อหารายได้ โดยไม่จำกัดวิธีการทำให้ปรากฏ (เขียน แกะสลัก จารึก หรือวิธีอื่น)

เมื่อภาพถูกวางไว้บนผนังหน้าร้านในตำแหน่งที่คนผ่านไปมามองเห็น และภาพนั้นทำหน้าที่สื่อว่า “ร้านนี้ขายอะไร/ให้บริการอะไร” ประเด็นทางภาษีจึงเกิดขึ้นทันที เพราะหน้าที่ของภาพเทียบได้กับป้ายหน้าร้านในความหมายของกฎหมาย

ทำภาพในร้านแบบไหน ที่เข้าข่าย “ป้าย” แม้ไม่มีชื่อร้าน

การไม่มีตัวอักษรชื่อร้าน ไม่ใช่เงื่อนไขตัดสิทธิ์การพิจารณา เพราะกฎหมายมอง “หน้าที่ของการสื่อสาร” มากกว่ารูปแบบวัสดุหรือจำนวนตัวอักษร ภาพที่สื่อสินค้าหรือบริการแบบชัดเจน (เช่น ภาพเมนู ภาพสินค้าเฉพาะทาง โลโก้/สัญลักษณ์ที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้ทันทีว่ากิจการคืออะไร) มีแนวโน้มถูกหยิบมาพิจารณาในหมวดภาษีป้ายได้ตามนิยามของคำว่า “ป้าย” ในกฎหมาย

ในทางกลับกัน งานเพ้นท์ที่เป็นลวดลายตกแต่งทั่วไป และไม่สื่อความหมายทางการค้าโดยตรง ความเสี่ยงในการถูกจัดเป็นป้ายจะลดลง แต่การพิจารณายังอิงข้อเท็จจริงของพื้นที่และดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น สรุปได้ว่า ภาพบนผนังที่ “สื่อถึงกิจการของร้าน” = เข้าโซนภาษีป้ายได้ โดยไม่ต้องมีคำว่า “โปรโมชั่น” หรือ “ชื่อร้าน” ก่อน

ต้องยื่นภาษีป้ายเมื่อไร และใช้อะไรบ้าง

การยื่นใช้ แบบ ภ.ป.1 (แบบแสดงรายการภาษีป้าย) กำหนดเวลาที่พบในคู่มือ/ประกาศของหน่วยงานท้องถิ่นและคู่มือประชาชน โดยมีระยะเวลาดังนี้ :

  • ป้ายรายปี (ป้ายเดิม): ยื่นได้ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31 มีนาคม ของทุกปี

  • ป้ายติดตั้งใหม่ หรือมีการเปลี่ยนแปลงข้อความของป้าย: ยื่น ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ติดตั้งใหม่หรือวันที่เปลี่ยนแปลงข้อความ

จุดที่ควรเขียนไว้ในใบเสนอราคา/สรุปงานให้ลูกค้ารับทราบ (ในมุมผู้ทำป้าย/เพ้นท์):

  • งานเข้าข่ายภาษีป้ายได้เมื่อสื่อกิจการและมองเห็นจากพื้นที่สาธารณะ

  • ลูกค้าต้องยื่นแบบ ภ.ป.1 ตามกำหนดเวลา (31 มีนาคม / 15 วันสำหรับงานใหม่หรือเปลี่ยนข้อความ)

  • อัตราจริงให้ยึดประกาศของท้องถิ่นในพื้นที่ติดตั้ง

ทำแบบนี้ช่วยลดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและลดข้อโต้แย้งภายหลัง โดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำขายของหรือคำอธิบายยาวเกินจำเป็น

ภาษีป้ายและภาพกำแพงร้าน ที่เจ้าของธุรกิจร้านควรรู้

ป้าย/ภาพในร้านข้าง นอกมองเห็นผ่านกระจก เป็นภาษีป้ายหรือไม่

หลักที่ใช้อธิบายกับเจ้าของร้านให้เข้าใจง่ายคือ “การมองเห็นจากพื้นที่สาธารณะ” ถ้าป้าย/ภาพอยู่ภายในแต่เห็นชัดจากภายนอก และทำหน้าที่สื่อกิจการ ก็มีเหตุให้เจ้าหน้าที่พิจารณาในกรอบภาษีป้ายได้ (เพราะหน้าที่ของสื่อยังทำงานต่อสาธารณะ)

ทางเลือกแทนการติดป้ายหรือทำกำแพงร้าย

ถ้าร้านต้องการสื่อสารหน้าร้าน แต่ไม่อยากผูกงานโฆษณาไว้กับผนังถาวร ทางเลือกที่ใช้ได้คือการทำป้ายโฆษณาแยกต่างหาก เพราะกำหนดขนาดชัดและย้ายได้

งานโปรโมชันที่เปลี่ยนบ่อยเหมาะกับป้ายตั้งพื้น เช่น ป้าย Roll up หรือป้ายตั้งหน้าร้านแบบเปลี่ยนภาพได้ ข้อดีคือทำเป็นชิ้นเดียวจบ เปลี่ยนข้อความเร็ว และไม่ต้องทาผนังใหม่ทุกครั้ง

ถ้าร้านอยู่ริมถนนหรือพื้นที่คนเดินเยอะ ป้ายธงหน้าร้านช่วยเรียกสายตาโดยไม่ต้องใช้พื้นที่ผนัง เหมาะกับร้านที่ต้องการให้คนเห็นจากระยะไกล

กรณีต้องการภาพลักษณ์ถาวร ป้ายกล่องไฟจะช่วยเพิ่มพื้นที่สื่อสารหน้าร้าน

สรุปสำหรับงานเพ้นท์ผนังและป้ายหน้าร้าน

งานเพ้นท์ที่ทำหน้าที่แทนป้ายหน้าร้านสามารถเข้าข่ายภาษีป้ายได้ตามนิยามของกฎหมาย พื้นที่ประเมินยึดจากขอบเขตภาพหรือข้อความที่เห็นชัด และการออกแบบให้ “ขอบเขตจบ” ตั้งแต่ต้นช่วยให้การประเมินพื้นที่ชัดเจนขึ้น

เรื่องที่ต้องจำให้แม่นมีสองบรรทัด:

  • ยื่นแบบ ภ.ป.1 รายปีภายใน 31 มีนาคม

  • ป้ายใหม่หรือเปลี่ยนข้อความ ยื่น ภายใน 15 วัน

FAQ

Q1. เพ้นท์ผนังหน้าร้านไม่มีชื่อร้าน ต้องเสียภาษีป้ายไหม
ถ้าภาพทำหน้าที่สื่อกิจการ/สินค้าให้ผู้พบเห็นรู้ว่าเป็นร้านอะไรหรือขายอะไร งานนั้นมีเหตุให้พิจารณาเป็น “ป้าย” ได้ตามนิยามในกฎหมาย

Q2. เทศบาลวัดพื้นที่จาก “ตัวภาพ” หรือ “ทั้งผนัง”
ยึดจากขอบเขตภาพหรือข้อความที่เห็นชัดเป็นหลัก ถ้าภาพ/พื้นหลังถูกจัดให้ต่อเนื่องจนแยกขอบเขตไม่ได้ ความเสี่ยงคือพื้นที่ที่ถูกตีความจะกว้างขึ้นตามขอบเขตที่เจ้าหน้าที่เห็นว่าเป็นส่วนเดียวกัน

Q3. ป้ายภาษาอังกฤษล้วนหรือมีแต่ภาพ ทำไมภาษีสูงกว่า
เพราะการจัดประเภทอัตราภาษีให้ความสำคัญกับการมี/ไม่มีอักษรไทย และบางกรณีแยกตามลักษณะป้ายที่เปลี่ยนข้อความ/ภาพได้ อัตราต่อ 500 ตร.ซม. จึงต่างกัน

Q4. ต้องยื่นภาษีป้ายเดือนไหน
ยื่นแบบ ภ.ป.1 ได้ตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31 มีนาคมของทุกปี และกรณีติดตั้งใหม่/เปลี่ยนข้อความ ให้ยื่นภายใน 15 วัน

Q5. ภาษีขั้นต่ำมีจริงไหม
เอกสารท้องถิ่นหลายแห่งระบุภาษีป้ายขั้นต่ำ 200 บาทต่อปี แม้คำนวณตามพื้นที่แล้วต่ำกว่า

สรุป

งานเพ้นท์ที่ทำหน้าที่บอกชื่อกิจการ สินค้า หรือบริการ สามารถถูกพิจารณาเป็น “ป้าย” ตาม พ.ร.บ.ภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ได้ พื้นที่วัดจากขอบเขตภาพหรือข้อความที่เห็นชัด และต้องยื่นแบบ ภ.ป.1 ภายในวันที่ 31 มีนาคมของทุกปี หรือภายใน 15 วันนับจากวันที่ติดตั้ง/เริ่มแสดงป้ายใหม่ (กรณีทำใหม่หรือเปลี่ยนข้อความ) โดยอัตราที่ใช้จริงและแนวปฏิบัติย่อยอาจต่างกันตามประกาศของเทศบาล/อบต.ในพื้นที่ติดตั้งป้าย จึงควรตรวจสอบกับหน่วยงานพื้นที่ก่อนสรุปต้นทุนขั้นสุดท้าย


Tumtook เปลี่ยนไอเดีย เป็นรายได้ แพลทฟอร์มสิ่งพิมพ์ที่ธุรกิจ SME ไว้วางใจมากกว่า 200,000 ราย สั่งผลิตสินค้าได้เลยทันที!

คลิ๊ก >> Tumtook.com/Addline

Add Line : @Tumtook

Comment Box

บทความดีๆที่แนะนำ

ชั้นวางโชว์สินค้า

พบทางเลือกในตลาดสำหรับผลิตชั้นวางโชว์สินค้า ผลิตชั้นวาง […]

ธุรกิจ, sme, tumtook, โรงพิมพ์แพคเกจจิ้ง, ผลิตสินค้าแพคเกจจิ้ง
วิธีออกแบบชั้นวางสินค้า Display ให้สวยโดนใจ

การออกแบบชั้นวางสินค้า Display เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ออกบูธ […]

เทคนิควิธีถ่ายรูปสินค้า สำหรับร้านค้าออนไลน์

การถ่ายรูปสินค้าสำหรับขายของออนไลน์ คือจุดตัดสินใจว่า “ […]

สมัครงาน กับ Tumtook

กรอกข้อมูลให้สมบูรณ์